สตีเว่น เจอร์ราร์ด

BEOGAMING : สตีเว่น เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) ผู้จัดการทีมป้ายแดงของ แอสตัน วิลล่า

สตีเว่น เจอร์ราร์ด

เส้นทางการคุ้มทีมของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด

สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานตลอดกาลของ หงษ์แดงลิเวอร์พูล ในเส้นทางสายผู้จัดการทีม หลังจากการแขวนสตั๊สของเขา เขาได้กลับมาที่ลิเวอร์พูลอีกครั้ง ในฐานะผู้จัดการทีมเยาวชนของลิเวอร์พดูล ชุดU-18 เมื่อช่วงปี2017 และต่อมาเขาได้เลื่อนขึ้นมาเป็นโค้ชทีมชุดU-19 ในช่วงฤดูกาล2017ถึง2018 เขาสามารถพาทีมเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึก ยูฟ่ายูธลีก ก่อนจะแพ้การดวลจุดโทษให้กับ สโมสรแมนซิตี้ชุดยู-19 ไปย่างอย่างเสียดาย

ต่อมาในเข้าได้รับงานผู้จัดการทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการ ในการเซ็นสัญญาคุม เรนเจอรส์ ทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึก สกอตติชพรีเมียร์ลีก โดยผลงานในสองฤดูกาลแรกของเขา สามาถพาทีมจบอันดับสองได้รองแชมป์ ทั้งสองฤดูกาลเลยทีเดียว ก่อนจะมาถึงฤดูกาลสุดท้ายของเขากับทีม เจอร์ราร์ด ก็คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ ด้วยการฝากสถิติสุดโหดด้วยการเป็นแชมป์ แบบไม่แพ้ใครหรือเรียกอีกอย่างว่า แชมป์ไร้พ่ายนั้นเอง ช่วยสโมสรคว้าแชมป์มาประดับสโมสรได้ในรอบ10ปี

ในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา เขาได้กลับมาสู่อังกฤษอีกครั้ง หลังจากที่เขามีข่าวหนาหูเกี่ยวกับการ กลับมาทำงานในอังกฤษ หลังจากที่สโมรสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีกอย่าง แอสตัน วิลล่า จ่ายเงินค่าฉีกสัญญากับอดีตสโมสรของเขา อย่างเรนเจอร์สไปสามล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวเจอร์ราร์ดมานั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีมคนใหม่กับ สิงห์ผยอง แอสตันวิลล่า แทนที่ของดีนสมิธ ที่ถูกปลดออกไปก่อนหน้า – BEOGAMING

การเข้ามาของเจอร์ราด ทำให้แอสตันวิลล่า ได้รับเสียงฮือฮามากขึ้น เช่นด้วยกับสาวกเดอะค็อป ต่างจับตามองกับการเป็นผู้จัดการทีมของเขาในศึกพรีเมียร์ลีกนี้ การลงทุนครั้งนี้ของสโมรถือเป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก โดยเจอร์ราดยังได้รับการคาดการ์ณจากสื่อหลายสำนึกว่า เขาอาจจะเป็นตัวแทนของ เจอร์เก้นคล็อป ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของลิเวอร์พูลนั้น สัญญาของเขากับสโมสรถึงปี2024

อีกทั้งยังมีข่าวมาว่าเขา สนใจที่จะดึงตัวผู้เล่น จากลิเวอร์พูลมาร่วมทัพอยู่หลายตัวด้วยกัน อย่างเช่น อเล็กซ์ อ็อกเล็ด แชมเบอร์แลน หรือจะเป็น ไรอันแคท์ และยังมีอีกหลายแข้งที่สตีวี่สนใจ จะดึงมาร่วมทัพวิลล่าในยุคของเขา โดยเขามีคิวนำทีมลงฟาดแข้งในวันเสาร์ที่ 20 พฤษจิกายนที่จะถึงนี้ ซึ่งสถานการณ์ในตอนนี้ของทัพสิงห์ผยอง ในลีกผลงานไม่ค่อยดีนัก อยู่อันดับที่สิบหกของตาราง มีแค่10แต้มเท่านั้น ห่างจากโซนตกชั้นเพียง 2 แต้มเท่านั้น

11 ตัวจริงของ แอสตันวิลล่า ที่สื่อหลายสำนัก คาดว่าจะลงสนาม ในยุคของเจอร์ราร์ด ในรูปแบบแผนการเล่น 4-4-2 ดังนี้

ผู้รักษาประตู : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

เซ็นเตอร์ แบ็ค : ไทโรน มิงก็ เล่นคู่กับ เอซรี่ คอนซ่า

แบ็คซ้ายและแบ็คขวา : แม็ตต์ ทาร์เกตต์, แมตตี้ แคช

มิดฟิลด์กลางและตัวทำเกม : ดักลาส ลุยซ์, จอห์น แม็คกินน์, อเล็กซ์ อ็อกเล็ด แชมเบอร์เลน(มีข่าวว่าจะดึงตัวมาร่วมทัพ) , ไรอัน เคนท์(ผู้เล่นใหม่ที่จะดึงตัวมาร่วมทัพ), เอมิเลียโน่ บูเอนเดีย

กองหน้าตัวเป้า : แดนนี่ อิงส์

บทสัมภาษณ์ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เขามีเป้าหมายในการพาทีมชนะทุกนัดในทุกรายกาล ที่เขาลงทำการแข่งขัน ซึ่งรวมไปถึงการคุมทีมเจอกับอดีตสโมสร ที่เขาเคยค้าแข้งอย่างลิเวอร์พูล ถึงถิ่นแอนฟิลด์อีกด้วย เขากล่าวอีกว่า ลิเวอร์พูลมาความหมายและความทรงจำต่อเขาเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันคือการทำทีม แอสตันวิล่า และขอให้นักเตะ ทีมงานสตาฟฟโค้ช และแฟนบอลทุกคนเชื่อใจเขา เข้าจะมุ่งมั่นทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถอย่างแน่นอน

เนื้อข่าว จาก BEOGAMING

ผู้เสนอข่าว BEO89

BEOGAMING

บทความ BEOGAMING : เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษ

BEOGAMING

BEOGAMING : เซอร์ อเล็กซานเดอร์ แชปแมน เฟอร์กูสัน เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์

เคยเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มายาวนานที่สุด และนำทีมชนะเลิศรายการแข่งขันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสร BEOGAMING โดยคว้าแชมป์มาครองได้เกือบ 40 รายการ รวมถึงพรีเมียร์ ลีก 13 สมัยด้วย ตลอดช่วงการคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของเขา

ในปี 1986

หลังจากที่แขวนสตั๊ด เขาก็ไปรับงานโค้ช โดยเริ่มต้นอาชีพผู้จัดการทีมที่อีสต์ สเตอร์ลิงเชียร์, เซนต์ เมียร์เรน จากนั้นก็เป็นอเบอร์ดีน ซึ่งที่นี่เขาได้รับการยอมรับเป็นโค้ชระดับท็อป เขาพาทีมปาดหน้า 2 ยอดทีมจากกลาสโกว์คว้าแชมป์ในประเทศสก็อตแลนด์ โดยเป็นแชมป์ลีก 3 สมัย, สก็อตติช คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ อีกอย่างละสมัย หลังจากที่ รอน แอตกินสัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1986 เฟอร์กูสันก็ได้เข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้ต่อในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ทันที ในตอนที่เขาเข้ามาคุมทีม เขาได้รับทีมชุดที่กำลังจะหมดศรัทธาจากแฟนบอล เนื่องจากหล่นอยู่ถึงอันดับที่ 4 จากท้ายตารางดิวิชั่น 1 หน้าที่แรกของเขาจึงต้องเป็นการพาทีมหนีการตกชั้นให้ได้ และแม้ว่าจะไม่ได้เสริมทีมใด ๆ เลยในช่วงเปิดตลาด แต่เขาก็ยังพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบอันดับที่ 11 ได้

ฤดูกาล 1989/1990

ถึงตรงนั้นทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเฟอร์กูสันกำลังเจอกับงานที่ยากไม่ใช่เล่นที่จะพาสโมสรกลับมาครองความยิ่งใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่เล่นได้อย่างสนุกตื่นเต้น แต่ก็ยังไม่มีความสำเร็จใด ๆ เป็นชิ้นเป็นอัน ในฤดูกาลที่ 2 ทีมปีศาจแดงจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ดีขึ้น โดยเป็นอันดับ 2 ตามหลังลิเวอร์พูล แต่การจบอันดับสูงขนาดนั้นก็ตามมาด้วยความคาดหวังที่สูง และจุดเปลี่ยนก็มาถึงในฤดูกาล 1989/1990 ในเอฟเอ คัพ ฤดูกาลนั้น ทีมปีศาจแดงถูกจับฉลากให้ต้องออกไปเยือนทุก ๆ รอบ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คว้าแชมป์รายการแรกในยุคของเฟอร์กูสันมาครองได้สำเร็จ ลี มาร์ติน ยิงประตูโทนในนัดชิงชนะเลิศ นัดรีเพลย์ เอาชนะคริสตัล พาเลซ คว้าแชมป์ไปครอง และเมื่อได้ถ้วยแรก แชมป์อื่นก็ตามมาอย่างไม่ขาดสาย ฤดูกาลต่อมาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ ไปครองได้อีกที่ร็อตเตอร์ดัม เป็นการเอาชนะบาร์เซโลน่า 2-1 ต้องขอบคุณประตูจาก มาร์ค ฮิวจ์ส

ฤดูกาล 1991/1992

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้แชมป์ลีก คัพ มาประดับบารมีเพิ่มอีก ยังเหลืออีกถ้วยหนึ่งที่เหมือนเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์สำหรับแฟน ๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นก็คือแชมป์ลีกที่พวกเขารอคอยกันมา 26 ปี โดยต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของลิเวอร์พูลมาโดยตลอดและในฤดูกาล 1992/1993 การรอคอยอันยาวนานก็สิ้นสุดลง ทีมปีศาจแดงสามารถคว้าแชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จ โดยได้รับอิทธิพลจากการย้ายเข้ามาด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ของ เอริค คันโตน่า เบียดแอสตัน วิลล่า คว้าอันดับที่ 1 ไปครองจนได้ จากนั้นความสำเร็จก็หลั่งไหลเข้ามา

ฤดูกาล 1993/1994

ทีมสามารถทำดับเบิ้ลแชมป์ได้ จากนั้นก็มาทำซ้ำได้อีกในฤดูกาล 1995/1996 (จากฝีเท้าของพวกเด็ก ๆ) และก็คว้าแชมป์ลีกเพิ่มได้ในปี 1997 ถึงตรงนี้เป็นอันว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ผงาดขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่แทนที่ลิเวอร์พูลไปเรียบร้อยแล้ว

ฤดูกาล 1998/1999

ผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ เซอร์ อเล็กซ์ เกิดขึ้นในฤดูกาล 1998/1999 โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีทีมไหนที่คว้าแชมป์ทั้งพรีเมียร์ ลีก, เอฟเอ คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ ได้มาก่อนเลย ที่น่าจดจำก็คือค่ำคืนที่บาร์เซโลน่า เขาตัดสินใจส่งตัวสำรองอย่าง เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ลงสนาม หลังจากนั้นทุกอย่างก็คือประวัติศาสตร์ ทั้งคู่ช่วยกันยิงประตูให้ทีมพลิกกลับมาคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ เป็นการเติมเต็มการคว้า 3 แชมป์โดยสมบูรณ์ เฟอร์กูสันได้รับยศอัศวินหลังจากความสำเร็จครั้งนั้น และบางคนก็เริ่มมองแล้วว่าเขากำลังจะก้าวลงจากตำแหน่ง โดยเชื่อว่าความท้าทายของเขาได้หมดลงไปเรียบร้อยแล้ว แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย

ฤดูกาล 1999/2000

เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีก และมาในฤดูกาล 2000/2001 ก็ทำได้อีก ทำให้ทีมเป็นแชมป์ 3 สมัยติด แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 8 ของเขามาถึงในฤดูกาล 2002/2003 ส่วนแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 5 ก็ต้องรอในปีต่อมา เมื่อไปคว้าชัยถึงคาร์ดิฟฟ์ด้วยการเอาชนะมิลล์วอลล์ในนัดชิงชนะเลิศ ถึงตรงนี้ทีมปีศาจแดงก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายทีมชุดใหม่ หลังจากหมดยุคนักเตะที่เขาสร้างมากับมือในฤดูกาล 1995/1996 เขาเริ่มคว้าตัวนักเตะอย่าง เวย์น รูนี่ย์ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เข้ามาเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคใหม่ ทีมชุดใหม่นี้เริ่มต้นด้วยการคว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ 2005/2006 จากนั้นก็ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 9 ในฤดูกาล 2006/2007 ในเดือนพฤษภาคม 2007 เซอร์ อเล็กซ์ ได้คว้าเอานักเตะใหม่ 3 คนเข้ามาสู่ทีมคือ แอนเดอร์สัน, หลุยส์ นานี่ และ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ นั่นทำให้ทีมยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก และก็สามารถป้องกันแชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้ในฤดูกาล 2007/2008 แถมยังสุดยอดไปกว่านั้นด้วยการคว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 2 สำหรับตัวเขาเอง โดยนักเตะใหม่ทั้ง 3 คนดังกล่าวสามารถยิงเข้าประตูในช่วงดวลจุดโทษที่เอาชนะเชลซีไปได้ในนัดชิงชนะเลิศ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังประสบความสำเร็จต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์สโมสรโลกที่ญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม 2008 จากนั้นทีมปีศาจแดงก็คว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ได้ในเดือนมีนาคม 2009 โดยเอาชนะท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไปด้วยการดวลลูกจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ

วันที่ 16 พฤษภาคม 2009 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ให้ลุล่วงจนได้ หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ ก้าวเข้ามาในปี 1986 เขาตั้งใจจะทาบสถิติแชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัยของลิเวอร์พูล และก็มาทำได้สำเร็จในฤดูกาล 2008/2009 โดยถือเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 11 ของ เซอร์ อเล็กซ์ จากการคุมทีมทั้งหมด 17 ฤดูกาลด้วย ถือเป็นอะไรที่สุดยอดจริง ๆ และมันก็ยิ่งดีไปกว่านั้นในอีก 2 ปีต่อมา โดยคว้าแชมป์ลีกเหนือเชลซี โดยก่อนหน้านั้นในปี 2010 พวกเขาทำได้เพียงแค่แชมป์รายการเดียวคือคาร์ลิ่ง คัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้ด้วยลูกจุดโทษที่รูนี่ย์ ซัดใส่แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และทีมปีศาจแดงก็แซงหน้าสถิติแชมป์ลีกสูงสุดของลิเวอร์พูลได้สำเร็จ

ในวันสุดท้ายของฤดูกาล 2011/2012 ถือเป็นอะไรที่ทำร้ายจิตใจแฟน ๆ มาก เมื่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาคว้าแชมป์ลีกเหนือทีมปีศาจแดงได้ในวินาทีสุดท้ายของฤดูกาลจริง ๆ แต่ความผิดหวังนั้นก็ได้มลายหายไปในฤดูกาล 2012/2013 ซึ่งถือเป็นฤดูกาลสุดท้ายสำหรับ เซอร์ อเล็กซ์ เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ไปครองในขณะที่ยังเหลือเกมให้ลงเล่นอีก 4 เกม

เซอร์ อเล็กซ์ ยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรอยู่ ถึงแม้ว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้ว เขาได้รับตำแหน่งเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหาร และก็ยังเป็นทูตสโมสรอีกด้วย

Paraphrasing : BEOGAMING

Post by BEO89

BEOGAMING

BEOGAMING : ธีราธร บุญมาทัน นักเตะไทยคนแรกที่คว้าเจลีก

BEOGAMING

โก๋อุ้ม หรือ ที่รู้จักกันในนาม “ธีราธร บุญมาทัน” นักเตะไทย ที่ขึ้นชื่อว่า ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่ง ในประเทศไทย

การันตีด้วยผลงานที่ยิ่งใหญ่ โดยการคว้าแชมป์เจลีก กับสโมสรชั้นนำของญี่ปุ่นอย่าง BEOGAMING โยโกฮามา เอฟ  มารินอส แต่กว่าที่เขา จะประสบความสำเร็จ เขาก็ผ่านช่วงเวลา ที่ลำบากมามากมาย  ในเส้นทางลูกหนัง ของโก๋อุ้มนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตลอดชีวิตค้าแข้งของเขานั้น มีอุปสรรค คอยเป็นตัวทดสอบเขาอยู่ตลอดเวลา วันนี้ มาทำความรู้จักกับนักเตะฉายาเท้าซ้ายปีศาจ ที่ร้อนแรงอยู่ในขณะนี้   ธีรธร บุญมาทันโก๋อุ้ม เกิดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 ปัจจุบัน อายุ 30 ปี  ตำแหน่ง แบ็คซ้าย สังกัดโยโกฮามา เอฟ มารินอส 

ธีราธร บุญมาทัน เริ่มต้นเล่นฟุตบอลระดับเยาวชน BEOGAMING

กับโรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2545 ถึง 2547 และโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี 2548ถึง2550และเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับทีม ราชประชา ในปี 2551 เขาลงเล่นไปทั้งหมด 10 นัด ทำไปได้ 0 ประตู และในปี 2552เขาได้ย้ายทีมมาร่วมทีม บุรีรัมย์พีอีเอ หรือปัจจุบัน เปลี่ยนชื่อเป็นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 

และ การย้ายมาบุรีรัมย์ในครั้งนี้ เป็นส่วนสำคัญ ทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา ในช่วงแรก ธีราธรปรับตัวให้เข้า กับไตล์การเล่นของบุรีรัมย์ได้ไม่ดีมากนัก แต่กำลังใจจากครอบครัว และ หัวใจนักสู้ ทำให้โก๋อุ้ม พัฒนาฟอร์มการเล่นของตัวเอง ได้อย่างก้าวกระโดด ด้วยความผลักดัน ของเฮดโค้ช และ สตาฟฟ์ ทีมงานที่มีประสบการณ์สูงในทีมบุรีรัมย์ ที่ช่วยหนุนหลังเขาตลอดเวลา 

ในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ธีราทร ทำประตูแรกในไทยพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ช่วยให้ บุรีรัมย์ เปิดบ้านเอาชนะ แบงค็อก ยูไนเต็ด ไปได้ 3 – 0 และ ฟอร์มการเล่นของเขาก็พัฒนารวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ธีราธร บุญมาทัน และ พลพรรคนักเตะทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สามารถก้าวขึ้นมา เป็นทีมสุดแกร่งของไทยลีกได้อย่างไม่มีข้อกังขา  

โก๋อุ้ม คว้าถ้วยรางวัลมากมายกับทีมบุรีรัมย์ยูไนเต็ดโดยคว้าแชมป์ไทยลีก 4 สมัยในปี 2554, 2556, 2557, 2558 ไทยเอฟเอคัพ 4 สมัย ในปี 2554,2555,2556, 2558 ไทยลีกคัพ 4 สมัย ในปี 2554, 2555, 2556, 2558 โตโยต้า พรีเมียร์คัพ 3 สมัยใน ปี 2555, 2557, 2559 ถ้วยพระราชทาน ก. 4 สมัย ในปี 2556, 2557, 2558, 2559 และ แม่โขงคลับแชมเปียนชิพ 1 สมัย ในปี 2558 

ธีราธร บุญมาทัน ลงเล่นให้กับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ทั้งหมด 218 นัด ทำได้ 15 ประตูและ ในปี 2559 ดีลการย้ายทีม ที่ทำให้แฟนบอลช็อค ทั้งประเทศ ก็ได้เกิดขึ้น เมื่อธีราธร บุญมาทัน ตัดสินใจครั้งสำคัญ ย้ายซบทีม เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมคู่ปรับตลอดกาลของทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ด้วยค่าตัว ที่เป็นสถิติของไทยในขณะนั้น มูลค่าราว 35 ล้านบาท  “เรื่องสาเหตุการย้ายทีม ผมว่าเป็นวิถีฟุตบอล ที่ทำให้ผมตัดสินใจมาที่นี่ สาเหตุที่เลือกเมืองทอง เพราะเมืองทอง เป็นทีมระดับต้นๆของประเทศไทย ผมต้องการความท้าทายใหม่ๆ และเมืองทองเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของผมในเวลานี้”

“ผมรู้สึกอบอุ่น ทุกคนให้การต้อนรับผมเป็นอย่างดี ผมก็ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย ซึ่งก็เป็นความตั้งใจ ตอนแรกก็มีเป้าหมายที่จะมาที่นี่ ซึ่งวันนี้ก็ได้ย้ายกลับมา” ธีราธรกล่าว BEO89

การได้ทำงาน ร่วมกับสโมสรเมืองทองยูไนเต็ดนั้น ไม่ได้มีอุปสรรคมากมายแต่อย่างใด ด้วยการโชว์ฟอร์ม อันสุดร้อนแรง นำสโมสรเมืองทอง คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของไทยได้ ในปีแรก นับตั้งแต่ที่เขาย้ายมาร่วมทีม โก๋อุ้มคว้าแชมป์ และ ถ้วยรางวัลกับเมืองทองมากมายไม่ว่าจะเป็น ไทยลีก 1 สมัย ในปี 2559  ไทยลีกคัพ 2 สมัย ในปี 2559, 2560 ไทยแลนด์แชมเปียนส์คัพ 1 สมัย ในปี 2560 แม่โขงคลับแชมเปียนชิพ 1สมัย ในปี 2560 โก๋อุ้มลงเล่นให้ สโมสรเมืองทอง ไปทั้งหมด 42 นัด ทำไป 9 ประตู  

ด้วยฟอร์มอันเร้าร้อน และ มีเท้าซ้ายดุจดั่งปีศาจ ทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ในเจลีก อย่างวิสเซล โกเบ สนใจและจัดการกระชากนักเตะไทยรายนี้ เข้าสู่ทีม โดยทำการเซ็นสัญญายืมตัว ในปี 2561 แต่การข้ามน้ำข้ามทะเล มาค้าแข้งในต่างถิ่น  รูปแบบวัฒนธรรม ภาษา การใช้ชีวิต นั้นไม่เหมือนที่ประเทศไทยเลย และนี่คือบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งของธีรธร เขาต้องก้าวข้าม และ ผ่านไปให้ได้ 

ซึ่งในช่วงการค้าแข้งที่ วิสเซลโกเบ ธีราธร ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่ง เหมือนครั้งที่เล่นให้ บุรีรัมย์ และ เมืองทอง โดยลงเล่น 28 นัด ทำไม่ได้แม้สักประตูเดียว แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ โก๋อุ้มเดินหน้าสู้ด้วยหัวจิตหัวใจอันแข็งแกร่งต่อไป  ในปี 2562 ธีราธรย้ายสู่ทีม โยโกฮามา เอฟ มารินอส หนึ่งในทีมชั้นนำของญี่ปุ่นในรูปแบบการยืมตัว 

สโมสรนี้ ได้ผลักดันตัวเขาได้เป็นอย่างมาก โดยเฮดโค้ช อังเก้ ปอสเตโคกลู นายใหญ่ของ โยโกฮามา ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของเขา จนทำให้ฟอร์ม ของเจ้าอุ้ม ธีราธร บุญมาทัน กลับมามีผลงานที่ยอดเยี่ยม ทั้งในการฝึกซ้อม และ การลงแข่งขันจริง

เขาได้สร้างผลงาน อันเป็นประวัติศาสตร์ แห่งสยามเมืองยิ้ม โก๋อุ้ม คือ นักเตะไทยคนแรก ที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของญี่ปุ่น ได้รับความชื่นชมมากมาย จากทั้งแฟนบอลชาวไทยและต่างประเทศ ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมนี้ ทำให้สโมสรโยโกฮามา เอฟ มารินอส ตัดสินใจ ยื่นสัญญา 3 ปี ให้ธีราธรในทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก : beogaming

นำเสนอโดย : wyandottebiz