บทความ BEOGAMING : เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษ

BEOGAMING

BEOGAMING : เซอร์ อเล็กซานเดอร์ แชปแมน เฟอร์กูสัน เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์

เคยเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มายาวนานที่สุด และนำทีมชนะเลิศรายการแข่งขันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสร BEOGAMING โดยคว้าแชมป์มาครองได้เกือบ 40 รายการ รวมถึงพรีเมียร์ ลีก 13 สมัยด้วย ตลอดช่วงการคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของเขา

ในปี 1986

หลังจากที่แขวนสตั๊ด เขาก็ไปรับงานโค้ช โดยเริ่มต้นอาชีพผู้จัดการทีมที่อีสต์ สเตอร์ลิงเชียร์, เซนต์ เมียร์เรน จากนั้นก็เป็นอเบอร์ดีน ซึ่งที่นี่เขาได้รับการยอมรับเป็นโค้ชระดับท็อป เขาพาทีมปาดหน้า 2 ยอดทีมจากกลาสโกว์คว้าแชมป์ในประเทศสก็อตแลนด์ โดยเป็นแชมป์ลีก 3 สมัย, สก็อตติช คัพ 4 สมัย, ลีก คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ อีกอย่างละสมัย หลังจากที่ รอน แอตกินสัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1986 เฟอร์กูสันก็ได้เข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้ต่อในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ทันที ในตอนที่เขาเข้ามาคุมทีม เขาได้รับทีมชุดที่กำลังจะหมดศรัทธาจากแฟนบอล เนื่องจากหล่นอยู่ถึงอันดับที่ 4 จากท้ายตารางดิวิชั่น 1 หน้าที่แรกของเขาจึงต้องเป็นการพาทีมหนีการตกชั้นให้ได้ และแม้ว่าจะไม่ได้เสริมทีมใด ๆ เลยในช่วงเปิดตลาด แต่เขาก็ยังพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบอันดับที่ 11 ได้

ฤดูกาล 1989/1990

ถึงตรงนั้นทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเฟอร์กูสันกำลังเจอกับงานที่ยากไม่ใช่เล่นที่จะพาสโมสรกลับมาครองความยิ่งใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่เล่นได้อย่างสนุกตื่นเต้น แต่ก็ยังไม่มีความสำเร็จใด ๆ เป็นชิ้นเป็นอัน ในฤดูกาลที่ 2 ทีมปีศาจแดงจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ดีขึ้น โดยเป็นอันดับ 2 ตามหลังลิเวอร์พูล แต่การจบอันดับสูงขนาดนั้นก็ตามมาด้วยความคาดหวังที่สูง และจุดเปลี่ยนก็มาถึงในฤดูกาล 1989/1990 ในเอฟเอ คัพ ฤดูกาลนั้น ทีมปีศาจแดงถูกจับฉลากให้ต้องออกไปเยือนทุก ๆ รอบ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คว้าแชมป์รายการแรกในยุคของเฟอร์กูสันมาครองได้สำเร็จ ลี มาร์ติน ยิงประตูโทนในนัดชิงชนะเลิศ นัดรีเพลย์ เอาชนะคริสตัล พาเลซ คว้าแชมป์ไปครอง และเมื่อได้ถ้วยแรก แชมป์อื่นก็ตามมาอย่างไม่ขาดสาย ฤดูกาลต่อมาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ ไปครองได้อีกที่ร็อตเตอร์ดัม เป็นการเอาชนะบาร์เซโลน่า 2-1 ต้องขอบคุณประตูจาก มาร์ค ฮิวจ์ส

ฤดูกาล 1991/1992

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้แชมป์ลีก คัพ มาประดับบารมีเพิ่มอีก ยังเหลืออีกถ้วยหนึ่งที่เหมือนเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์สำหรับแฟน ๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นก็คือแชมป์ลีกที่พวกเขารอคอยกันมา 26 ปี โดยต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของลิเวอร์พูลมาโดยตลอดและในฤดูกาล 1992/1993 การรอคอยอันยาวนานก็สิ้นสุดลง ทีมปีศาจแดงสามารถคว้าแชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จ โดยได้รับอิทธิพลจากการย้ายเข้ามาด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ของ เอริค คันโตน่า เบียดแอสตัน วิลล่า คว้าอันดับที่ 1 ไปครองจนได้ จากนั้นความสำเร็จก็หลั่งไหลเข้ามา

ฤดูกาล 1993/1994

ทีมสามารถทำดับเบิ้ลแชมป์ได้ จากนั้นก็มาทำซ้ำได้อีกในฤดูกาล 1995/1996 (จากฝีเท้าของพวกเด็ก ๆ) และก็คว้าแชมป์ลีกเพิ่มได้ในปี 1997 ถึงตรงนี้เป็นอันว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ผงาดขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่แทนที่ลิเวอร์พูลไปเรียบร้อยแล้ว

ฤดูกาล 1998/1999

ผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ เซอร์ อเล็กซ์ เกิดขึ้นในฤดูกาล 1998/1999 โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีทีมไหนที่คว้าแชมป์ทั้งพรีเมียร์ ลีก, เอฟเอ คัพ และยูโรเปี้ยน คัพ ได้มาก่อนเลย ที่น่าจดจำก็คือค่ำคืนที่บาร์เซโลน่า เขาตัดสินใจส่งตัวสำรองอย่าง เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ลงสนาม หลังจากนั้นทุกอย่างก็คือประวัติศาสตร์ ทั้งคู่ช่วยกันยิงประตูให้ทีมพลิกกลับมาคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ เป็นการเติมเต็มการคว้า 3 แชมป์โดยสมบูรณ์ เฟอร์กูสันได้รับยศอัศวินหลังจากความสำเร็จครั้งนั้น และบางคนก็เริ่มมองแล้วว่าเขากำลังจะก้าวลงจากตำแหน่ง โดยเชื่อว่าความท้าทายของเขาได้หมดลงไปเรียบร้อยแล้ว แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย

ฤดูกาล 1999/2000

เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีก และมาในฤดูกาล 2000/2001 ก็ทำได้อีก ทำให้ทีมเป็นแชมป์ 3 สมัยติด แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 8 ของเขามาถึงในฤดูกาล 2002/2003 ส่วนแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 5 ก็ต้องรอในปีต่อมา เมื่อไปคว้าชัยถึงคาร์ดิฟฟ์ด้วยการเอาชนะมิลล์วอลล์ในนัดชิงชนะเลิศ ถึงตรงนี้ทีมปีศาจแดงก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายทีมชุดใหม่ หลังจากหมดยุคนักเตะที่เขาสร้างมากับมือในฤดูกาล 1995/1996 เขาเริ่มคว้าตัวนักเตะอย่าง เวย์น รูนี่ย์ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เข้ามาเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคใหม่ ทีมชุดใหม่นี้เริ่มต้นด้วยการคว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ 2005/2006 จากนั้นก็ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 9 ในฤดูกาล 2006/2007 ในเดือนพฤษภาคม 2007 เซอร์ อเล็กซ์ ได้คว้าเอานักเตะใหม่ 3 คนเข้ามาสู่ทีมคือ แอนเดอร์สัน, หลุยส์ นานี่ และ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ นั่นทำให้ทีมยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก และก็สามารถป้องกันแชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้ในฤดูกาล 2007/2008 แถมยังสุดยอดไปกว่านั้นด้วยการคว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 2 สำหรับตัวเขาเอง โดยนักเตะใหม่ทั้ง 3 คนดังกล่าวสามารถยิงเข้าประตูในช่วงดวลจุดโทษที่เอาชนะเชลซีไปได้ในนัดชิงชนะเลิศ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังประสบความสำเร็จต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์สโมสรโลกที่ญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม 2008 จากนั้นทีมปีศาจแดงก็คว้าแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ได้ในเดือนมีนาคม 2009 โดยเอาชนะท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไปด้วยการดวลลูกจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ

วันที่ 16 พฤษภาคม 2009 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ให้ลุล่วงจนได้ หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ ก้าวเข้ามาในปี 1986 เขาตั้งใจจะทาบสถิติแชมป์ลีกสูงสุด 18 สมัยของลิเวอร์พูล และก็มาทำได้สำเร็จในฤดูกาล 2008/2009 โดยถือเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 11 ของ เซอร์ อเล็กซ์ จากการคุมทีมทั้งหมด 17 ฤดูกาลด้วย ถือเป็นอะไรที่สุดยอดจริง ๆ และมันก็ยิ่งดีไปกว่านั้นในอีก 2 ปีต่อมา โดยคว้าแชมป์ลีกเหนือเชลซี โดยก่อนหน้านั้นในปี 2010 พวกเขาทำได้เพียงแค่แชมป์รายการเดียวคือคาร์ลิ่ง คัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้ด้วยลูกจุดโทษที่รูนี่ย์ ซัดใส่แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และทีมปีศาจแดงก็แซงหน้าสถิติแชมป์ลีกสูงสุดของลิเวอร์พูลได้สำเร็จ

ในวันสุดท้ายของฤดูกาล 2011/2012 ถือเป็นอะไรที่ทำร้ายจิตใจแฟน ๆ มาก เมื่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาคว้าแชมป์ลีกเหนือทีมปีศาจแดงได้ในวินาทีสุดท้ายของฤดูกาลจริง ๆ แต่ความผิดหวังนั้นก็ได้มลายหายไปในฤดูกาล 2012/2013 ซึ่งถือเป็นฤดูกาลสุดท้ายสำหรับ เซอร์ อเล็กซ์ เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ไปครองในขณะที่ยังเหลือเกมให้ลงเล่นอีก 4 เกม

เซอร์ อเล็กซ์ ยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรอยู่ ถึงแม้ว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้ว เขาได้รับตำแหน่งเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหาร และก็ยังเป็นทูตสโมสรอีกด้วย

Paraphrasing : BEOGAMING

Post by BEO89